Wednesday, March 31, 2010

วิธีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย


We are Solution Provider

We are Solution Provider

จำนวนผู้ชม

เรามี บุคคลทั่วไป 9 คน กำลังออนไลน์
JoomlaWatch Stats 1.2.9 by Matej Koval

** ค้นหาข้อมูลจากคำที่ต้องการ **

วิธีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

วิธีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

วิธีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย :
1.กรณีบุคคลธรรมดาผู้เป็นลูกจ้างนั้นทำงานมาไม่ถึงจำนวนปีและมิได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานตามหลักเกณฑ ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้คำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายดังนี้


- ถ้าผู้รับเป็นพนักงานของบริษัทผู้จ่ายที่มีเงินเดือนประจำให้นำเงินเดือนคูณ 12 แล้วบวกด้วยเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงาน หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าได้ภาษีเท่าใดยังไม่ต้องหารด้วย 12 ผลลัพธ์ที่ได้ตั้งพักไว้เป็น (ก) ต่อมานำเงินเดือนคูณด้วย 12 หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า ได้ภาษีเท่าใดไม่ต้องนำ12 มาหาร ผลลัพธ์ที่ได้ตั้งพักไว้เป็น (ข) จากนั้นนำ (ก) ตั้งแล้วลบด้วย (ข) ผลต่างที่ได้คือ ภาษีหักไว้ ณ ที่จ่ายของเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน
2. กรณีบุคคลธรรมดาผู้เป็นลูกจ้างทำงานถึงจำนวนปีและคำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายดังนี้
- การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า ผลลัพธ์ที่ได้คือภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่าย
- ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าว จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท
- ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน เศษของปีถ้าไม่ถึง 183 วันให้ปัดทิ้ง/ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงาน เมื่อถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีอีก
การนำส่งภาษีต่อกรมสรรพากร : ให้นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายเงิน
1. กรณีนายจ้างจ่ายตามวิธีเดียวกับราชการคือ การจ่ายเงินบำเหน็จ
ตัวอย่างที่ 1 : ในปีภาษี 2548 นายจ้างจ่ายเงินบำเหน็จให้ลูกจ้างเพราะเหตุออกจากงานโดยคำนวณจ่ายเงินบำเหน็จ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นเงิน 150,000 บาท โดยลูกจ้างทำงานมา 15 ปี ได้รับเงินเดือนในเดือนที่ออกจากงาน 10,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายดังนี้
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย : เงินบำเหน็จที่นำไปหักค่าใช้จ่ายทั้งปี = 150,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 15) = 105,000.00 บาท
คงเหลือ = 45,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนหลัง 50 % ของ 45,000 บาท = 22,500.00 บาท
รวมค่าใช้จ่าย (105,000+22,500) = 127,500.00 บาท
เงินบำเหน็จที่จ่ายจริง = 150,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายเงินบำเหน็จ = 127,500.00 บาท
เงินบำเหน็จหลังจากหักค่าใช้จ่าย = 22,500.00 บาท
ดังนั้น ภาษีหักไว้ ณ ที่จ่าย (22,500 x 5% ) = 1,125.00 บาท
2. กรณีนายจ้างจ่ายแตกต่างไปจากวิธีของทางราชการได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรว่าด้วยภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดระเบียบการคำนวณเงิน ได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงาน โดยคำนวณจ่ายจากระยะเวลาทำงาน ที่ใช้เป็นเกณฑ์การคำนวณค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ปรากฏว่า มาตรา 42 ทวิ วรรคสาม ได้้ยกเลิกไปตามพระราชกำหนดแก้ไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 มาตรา 5 โดยได้นำไปบัญญัติไว้ในมาตรา 45 (5) และมาตรา 50 (1) วรรคสาม การยกเลิกมาตรา 42 ทวิ วรรคสามไปนี้ก็คงไม่กระทบกระเทือน ต่อวิธีการหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายของเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประกาศของอธิบดีกรมสรรพากร ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นถ้านายจ้างมีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการของทางราชการเงินได้พึงประเมินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวจะนำมาหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายมาตรา 48 (5) ได้เท่ากับจำนวนที่นายจ้างจ่ายให้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินได้ สำหรับระยะเวลาเต็มเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ในกรณีที่ผู้ได้รับเงินบำเหน็จได้รับเงินเดือนไม่เท่ากันตลอด 12 เดือน เงินได้สำหรับระยะเวลาเต็มเดือนเดือนสุดท้ายดังกล่าวจะต้องไม่เกินเงินได้รายเดือนถัวเฉลี่ยของ 12 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงาน บวกด้วยร้อยละ 10 ของเงินเดือนถัวเฉลี่ยนั้น คำว่าจำนวนปีที่ทำำงานจะต้องไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงจะคิดค่าใช้จ่ายตามมาตรา 48 (5) ได้ ถ้าจำนวนปีที่ทำงานน้อยกว่า 5 ปี คงหักค่าใช้จ่ายตามปกติได้เพียง 40 % แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2 : กรณีเงินบำเหน็จต่ำกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน เช่น ในปีภาษี 2548 นายจ้างจ่ายเงินบำเหน็จเป็นเงิน 80,000 บาท ให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานมา 10 ปี เงินเดือนเดือนสุดท้ายเท่ากับ 10,000 บาท จะคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายดังนี้
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย : เงินได้ที่จะนำไปหักค่าใช้จ่ายต้องไม่เกิน (10,000 x 10) = 100,000.00 บาท
เงินบำเหน็จที่จ่าย 80,000 บาท จึงไม่เกินเงินได้ 100,000 บาท
ดังนั้น จึงนำเงินได้ 80,000 บาท ไปหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน = 80,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 10) = 70,000.00 บาท
คงเหลือ = 10,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนหลัง 50 % ของ 10,000 บาท = 5,000.00 บาท
ดังนั้น รวมค่าใช้จ่าย (70,000 + 5,000) = 75,000.00 บาท
เงินบำเหน็จที่จ่ายจริง = 80,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่าย = 75,000.00 บาท
เงินบำเหน็จหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว = 5,000.00 บาท
ดังนั้น ภาษีหักไว้ ณ ที่จ่าย (5,000 x 5% ) = 250.00 บาท
ตัวอย่างที่ 3 : กรณีจ่ายเงินบำเหน็จสูงกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน เช่น ในปีภาษี 2548 นายจ้างจ่ายเงินบำเหน็จเป็นเงิน 120,000 บาท ให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานมา 10 ปี เงินเดือนเดือนสุดท้าย 10,000 บาท จะคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายดังนี้
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย : เงินได้ที่จะนำไปหักค่าใช้จ่ายต้องไม่เกิน (1,000 x 10) = 100,000.00 บาท
เงินบำเหน็จที่จ่าย 120,000 บาท ซึ่งเกินกว่า 100,000 บาท
ดังนั้น จึงต้องนำเงิน 100,000 บาท เป็นตัวตั้งในการคำนวณหักค่าใช้จ่าย
เงินได้พึงประเมิน = 100,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 10) = 70,000.00 บาท
คงเหลือ = 30,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนหลัง 50 % ของ 30,000 บาท = 15,000.00 บาท
รวมค่าใช้จ่าย (70,000+15,000) = 85,000.00 บาท
เงินบำเหน็จที่จ่ายจริง = 120,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่าย = 85,000.00 บาท
เงินบำเหน็จหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว = 35,000.00 บาท
ต้องหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย (35,000 x5% ) = 1,750.00 บาท
ตัวอย่างที่ 4 : กรณีลูกจ้างได้รับเงินบำเหน็จและได้รับเงินเดือนไม่เท่ากันตลอด 12 เดือน เช่น ในปีภาษี 2548 นายจ้างจ่ายเงินบำเหน็จเป็นเงิน 120,000 บาทให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งทำงานมา 10 ปี และในปีที่ออกจากงาน ลูกจ้างได้รับเงินเดือนตั้งแต่ เดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน เดือนละ 8,000 บาท และตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม ถึง เดือนธันวาคม เดือนละ 10,000 บาท จะมีการคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย :
ขั้นที่ 1 : ถัวเฉลี่ยของเงินเดือน 12 เดือนสุดท้าย

(8,000 x 6) + (10,000x 6)

= 9,000.00 บาท

12

ขั้นที่ 2 : บวกกับ 10%ของเงินเดือนถัวเฉลี่ย (9,000 x 10%= 900) = 9,900.00 บาท
ขั้นที่ 3 : เงินได้ที่จะนำไปหักค่าใช้จ่ายต้องไม่เกิน = 9,900x 10 = 99,000.00 บาท เปรียบเทียบเงินบำเหน็จที่จ่ายจริงจำนวน 120,000 บาท เกินกว่าจำนวนที่คำนวณได้ ดังนั้นจึงต้องนำเงินที่คำนวณได้จำนวน 99,000 บาทเป็นตัวตั้งในการคำนวณค่าใช้จ่าย
เงินได้ที่นำมาคำนวณค่าใช้จ่าย = 99,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 10) = 70,000.00 บาท
คงเหลือ = 29,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนหลัง 50 % ของ 29,000 บาท = 14,500.00 บาท
ดังนั้น รวมค่าใช้จ่าย (70,000+14,500) = 84,500.00 บาท
เงินบำเหน็จที่จ่ายจริง = 120,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่าย = 84 ,500.00 บาท
เงินบำเหน็จหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว = 35,500.00 บาท
ต้องหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย (35,500 x 5% ) = 1 ,775.00 บาท
3. กรณีจ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ(กบข.) ให้นำเงินได้ที่ได้รับมาเป็นฐานเพื่อคำนวณหาค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวนโยไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเงินเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน
ตัวอย่างที่ 5 : นายดำรับราชการมาเป็นเวลา 10 ปี ในปีภาษี 2548 ได้รับเงินเดือนก่อนออกจากงานเดือนละ 10,000 บาท เมื่อลาออกจากงานได้รับเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจำนวน 200,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้จะต้องคำนวณภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดังนี้
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย : เงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จฯ (กบข.) = 200,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 10) = 70,000.00 บาท
คงเหลือ = 130,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนหลัง 50 % ของ 130,000 บาท = 65,000.00 บาท
ดังนั้น รวมค่าใช้จ่าย (70,000+65,000) = 135,000.00 บาท
เงินบำเหน็จหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว (200,000-135,000) = 65,000.00 บาท
ดังนั้น ภาษีหักไว้ ณ ที่จ่าย (65,000 x 5% ) = 3,250.00 บาท
4. กรณีจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ให้นำเงินได้ที่ได้รับมาเป็นฐานเพื่อคำนวณหาค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน โดยไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน
ตัวอย่างที่ 6 : นายแดงถูกให้ออกจากงานเนื่องจากสิ้นสุดสัญญาจ้าง โดยได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานจากนายจ้าง 300,000 บาท นายแดงได้รับเงินเดือนเดือนละ 60,000 บาท ทำงานมาครบ 5 ปี นายจ้างผู้จ่ายเงินได้จะต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ที่เป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานดังนี้
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย : เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่จ่าย = 300,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x5 ) = 35,000.00 บาท
คงเหลือ = 265,000.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนหลัง 50 % ของ 265,000 บาท = 132,500.00 บาท
ดังนั้น รวมค่าใช้จ่าย (35,000+132,500) = 167,500.00 บาท
เงินชดเชยหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว (300,000-167,500) = 132,500.00 บาท
ดังนั้น ภาษีหักไว้ ณ ที่จ่าย = 8,250.00 บาท (100,000 x 5% )+(32,500x 10% )
5. กรณีลูกจ้างได้รับเงินจากนายจ้างครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานหลายจำนวน ให้นำเงินได้จำนวนดังกล่าวมาเป็นฐานหรือคำนวณหาค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด แต่เฉพาะสำหรับเงินได้ตามหลักเกณฑ์ของนายจ้างที่มีเงื่อนไขว่าต้องนำมาเปรียบเทียบกับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ซึ่งเงินเดือนสุดท้ายจะต้องไม่เกินจำนวนเงินเดือนถัวเฉลี่ย 12 เดือนสุดท้าย ก่อนออกจากงานบวกด้วยร้อยละ 10 ของเงินเดือนถัวเฉลี่ยนั้น ถ้าเงินที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของนายจ้างมีจำนวนมากกว่าให้นำเงินเดือน เดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานมารวมเป็นฐาน เพื่อคำนวณหาค่าใช้จ่ายแทนเงินได้ตามหลักเกณฑ์ของนายจ้างแต่ถ้าเงินที่นายจ้างจ่ายนั้นมีจำนวนน้อยกว่าให้นำจำนวนเงินตามหลักเกณฑ์ของนายจ้างมารวมเป็นฐาน เพื่อคำนวณหาค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน
ตัวอย่างที่ 7 : นายเขียวลาออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 นายจ้างได้จ่ายเงินให้ดังนี้
1.จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ( The Provident Fund ) จำนวน 500,000 บาท
2. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (ที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (51) จำนวน 240,000 บาท
3. เงินที่คำนวณได้ตามหลักเกณฑ์ของนายจ้างจำนวน 600,000 บาท ในปีภาษี 2548 นายเขียวได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท ติดต่อกันมาหลายปี จนในระยะ 3 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงานได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็นเดอนละ 30,000 บาท ทำงานมาครบ 10 ปี ผู้จ่ายเงินได้จะต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินดังกล่าวข้างต้น ดังนี้
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย : (ตามคำชี้แจงกรมสรรพากรฯ ลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2541)
เงินที่นายจ้างจ่ายทั้งหมด (500,000+240,000+600,000) = 1,340,000.00 บาท
เงินเดือนเดือนสุดท้าย = 30,000.00 บาท
ขั้นที่ 1 : ถัวเฉลี่ยของเงินเดือน 12 เดือสุดท้าย

(20,000 x 9) + (30,000x 3)

= 22,500.00 บาท

12

ขั้นที่ 2 : บวกกับ 10% ของเงินเดือนถัวเฉลี่ย (22,500x 10% ) = 2,250.00 บาท
รวมเงินที่คำนวณได้ในขั้นที่ 1 และ ขั้นที่ 2 (22,500+2,250) = 24,750.00 บาท
จะเห็นว่า เงินเดือนเดือนสุดท้าย (30,000 บาท) มากกว่าเงินเดือนถัวเฉลี่ยบวกด้วยร้อยละ 10 (24,750 บาท)
จึงต้องใช้เงินเดือนถัวเฉลี่ย เพื่อเปรียบเทียบหาเงินได้ที่จะใช้เป็นฐานเพื่อคำนวณหาค่าใช้จ่าย (24,750 x 10) = 247,500.00 บาท
ดังนั้น เงินที่จะนำมาเป็นเกณฑ์หักค่าใช้จ่าย = 987,500.00 บาท (500,000+240,000+247,500)
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 10) = 70,000.00 บาท
คงเหลือ = 917,500.00 บาท
หัก ค่าใช้จ่ายส่วนหลัง 50 % ของ 917,500 บาท = 458,750.00 บาท
ดังนั้น รวมค่าใช้จ่าย (70,000+458,750) = 528,750.00 บาท
เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว (1,340,000-528,750) = 811,250.00 บาท
ดังนั้น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 107,250.00 บาท (100,000 x5%)+(400,000x10%)+(311,250x20%)
หมายเหตุ
1. กรณีเงินที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของนายจ้างมีจำนวนน้อยกว่าเงินเดือนถัวเฉลี่ยบวกด้วยร้อยละ 10 เช่น เงินที่นายจ้างจ่ายมีจำนวนเพียง 180,000 บาทเช่นนี้ เงินได้ที่นำมาเป็นเกณฑ์ หักค่าใช้จ่ายจะมีจำนวน (500,000+240,000+180,000) = 920,000 บาท คือใช้จำนวนที่น้อยกว่านั่นเอง
2. การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีนายจ้างจ่ายเงินให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีคำนวณภาษีประจำปีหรือการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามปกติของหลักเกณฑ์ตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากรดังนั้นการได้รับยกเว้นภาษีในเงินได้สุทธิจากการคำนวณกับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใน 100,000 บาทแรกจึงใช้ไม่ได้ (ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 430) พ.ศ.2548)

ที่มา: www.apkaudit.com

จำนวนผู้ชมหน้านี้: 3220

Copyright © Pichaya Solution Co., Ltd. Tel.02-720-5033


ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทผู้ต้องหักออกแทนให้ ทางบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่

คำถาม/คำตอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทผู้ต้องหักออกแทนให้ ทางบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และผู้ถูกหักจะต้องถือเป็นรายได้ (ในส่วนของภาษี) อีกหรือไม่หากผู้จ่ายเงินและผู้รับเงินตกลงกันว่า ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินออกแทนให้ กรณีนี้ผู้จ่ายแทนจะนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาถือเป็นรายจ่ายได้ ส่วนผู้รับเงินต้องนำเอาภาษีที่ผู้จ่ายออกทแนมารวมคำนวณเป็นรายได้ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

คำถาม/คำตอบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทมีหน้าที่ต้องหักเมื่อมีการจ่ายเงินได้แต่บริษัทออกภาษีให้ตามข้อสัญญาจะนำมาเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ได้


การคำนวณเงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้เป็นเงินได้พึงประเมิน

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 7/2528

เรื่อง การคำนวณเงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร

---------------------------------------------

เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับกรณี คำว่า "เงินได้พึงประเมิน" ตามบทนิยามในมาตรา 39 และประเภทเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ในบางกรณี กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.2/2526 เรื่อง การคำนวณค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างออกให้เป็นเงินได้พึงประเมินของลูกจ้างตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2526 แต่ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะ ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนปีภาษี พ.ศ.2528

ข้อ 2 กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้แทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษีใด โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้ด้วยตนเองเลย ให้นำเงินค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษีนั้นแล้วคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างอาจใช้ตารางการคำนวณภาษีเงินได้ที่กรมสรรพากรจัดทำขึ้นซึ่งจะได้ผลเท่ากัน และลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าวในปีภาษีนั้นอีก

ข้อ 3 กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้แทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่นำส่งไว้แล้วให้นำเงินค่าภาษีเงินได้ทีนายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษีนั้น แล้วคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีดังกล่าวถ้ามีภาษีจะต้องเสียเพิ่มเติมในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษีนั้น ลูกจ้างต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมนั้นด้วยตนเอง

ข้อ 4 ความในข้อ 2 และข้อ 3 ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ผู้มีเงินได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรทุกประเภท

ข้อ 5 กรณีนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้ออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ผู้มีเงินได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรของปีภาษีก่อน พ.ศ.2528 แต่ได้ออกให้ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เป็นต้นไป ให้ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ(2) แห่งประมวลรัษฎากรของผู้มีเงินได้ในปีภาษี พ.ศ. 2528 ด้วย

กรณีนายจ้างผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ ผู้มีเงินได้สำหรับเงินได้ประเภทใด ๆ ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะออกแทนให้ในทอดใด ๆ และออกแทนให้ในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือว่าเงินค่าภาษีอากรดังกล่าว เป็นเงินได้ของประเภท และของปีภาษีเดียวกับเงินได้ที่มีการออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ เช่นนายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้ลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษี พ.ศ. 2528 โดยออกให้ในปี พ.ศ. 2529 กรณีเช่นนี้ให้ถือว่า เงินค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างออกให้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากรของลูกจ้างสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2528 นั้น การออกภาษีเงินได้ในกรณีเช่นนี้อาจทำให้ผู้เงินได้ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

สั่ง ณ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2528

วิทย์ ตันตยกุล

อธิบดีกรมสรรพากร


ที่มา: http://www.rd.go.th/publish/3616.0.html

space

Saturday, March 20, 2010

ทำภาพแบบกรอบภาพเล็กวางบนภาพใหญ่

ผมได้ไอเดียการทำภาพมาจากน้องเทป http://rainylaluna.multiply.com/ ก็เลยอยากจะเอาวิธีการทำภาพแบบกรอบภาพเล็กวางบนภาพใหญ่มาแชร์กันนะครับ ไม่ยากครับแต่อาจจะดูแยอะเพราะผมพยายามเขียนให้มันละเอียดหน่อยนะครับ

before-and-after-photoshoppub

1. เปิดภาพมานะครับ

1-open-photo-before

2. เลือก Marquee Tool จาก Tool Pallet นะครับ โดยที่เราเลือกเป็นรูปสี่เหลี่ยมนะครับ เพื่อที่จะไว้ใช้ในการสร้าง Selection สำหรับทำกรอบรูปนะครับ

2-maquee-tool

3. เราต้องกำหนดค่าของ Feather ให้เท่ากับ 0 px นะครับ

3-0-feature

4. ทำการสร้างกรอบภาพเล็กๆนะครับ

4-draw-maquee

5. ทำการบันทึก Selection (Select>Save Selection)เพื่อที่จะไว้ใช้ในการสร้างกรอบครั้งต่อๆไปนะครับ

5-save-selection

6. พอเราเลือกแล้วหลังจากนั้นก็มี dialog box ขึ้นมา ให้เราทำการกำหนดชื่อใหม่ ในที่นี้ผมตั้งชื่อว่า My selection นะครับ แล้วกด OK

6-name-the-seclection

7. ทำการเลือก Transform Selection (Select>Transform Selection) เพื่อที่จะเอาไว้หมุนกรอบภาพของเรานะครับ

7-select-transform-selection

8. หมุนกรอบภาพเราจนพอใจแล้วกด Enter นะครับ

8-transform-selection

9. ทำการเลือก Stroke (Edite>Stroke)

9-select-stroke

10. ใส่ค่าดังนี้ เสร็จแล้วกด OK

a. Width เป็นค่าความหนาของกรอบที่เราจะต้องการให้มีขนาดเท่าไรในที่นี้ผมใส่ 20 ครับ

b. Color เป็นค่าสีของขอบภาพครับ ผมเลือกสีขาวนะครับ เพื่อนๆสามารถที่จะเปลี่ยนไปเป็นสีอื่นๆก็ๆด้นะครับ

c. Location ให้เลือก Inside นะครับ

d. Blending ผมใช้ Normal นะครับ

10-stroke-properties

11. เราจะได้กรอบภาพมาแล้วครับ

11-after-stroke

12. ต่อมาให้เราทำการกด Ctrl + J เพื่อที่จะทำการสร้างสำเนาของกรอบภาพของเรานะครับ หลังจากกด Ctrl + J เพื่อนๆจะเห็น Layer 1 ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมานั้นอยู่ด้านบนแล้วนะครับ

12-Ctrl-+-J

13. ต่อมาทำการสร้างเงาให้กรอบภาพนะครับ โดยที่เราเลือก Layer ใหม่ทีเพิ่งถูกสร้างขึ้นมา แล้วกดที่ตัว fx ตรงด้านล่างของ Layer Pallet แล้วก็เลือก Drop Shadow นะครับ

13-add-effect

14. กำหนดค่าต่างๆจนเราพอใจ โดยเราก็ดูภาพที่ preview ว่าเราชอบเงาแบบไหนนะครับ เสร็จแล้วก็กด OK นะครับ

14-play-with-the-effect

15. เราก็จะได้ภาพดังนี้ครับ

15-complete-1-frame

16. ต่อมาเราต้องทำกรอบของคนที่เหลือนะครับ โดยตอนแรกเลยเราเลือก Select>Load Selectionเพื่อที่จะทำการนำ Selection ที่เราได้บันทึกในขั้นตอนที่ 5 มาใช้นะครับ

16-load-selection

17. เลือก My Selection นะครับ

17-select-previous-selection

18. เราจะเห็นได้ว่า Selectionที่เราได้บันทึกนั้นออกมาแล้วนะครับ

18-selection-shown

19. เลื่อนไปยังพื้นที่ต่อไปได้เลยนะครับ

19-move-selection

ถ้าเราต้องการสร้าง Selection ใหม่เพื่อที่จะสร้างกรอบภาพขนาดอื่นๆนั้น เราก็ไม่ต้องทำการ load selection เหมือนดังที่แสดงในขั้นตอนที่ 16-19 นี้นะครับ เราสามารถใช้ Marquee Tool สร้าง selection ในพื้นที่ที่เราต้องการสร้างกรอบภาพได้เลยโดยตรงครับ

20. เราต้องมั่นใจนะครับว่าก่อนที่จะสร้างกรอบภาพเพิ่มนั้น เราต้องไปอยู่ที่ Background Layer ก่อนทุกครั้งนะครับ

20-ensure-you-are-at-background-layer

21. ทำการทำขั้นตอนที่ 7 – 20 ซ้ำๆไปจนเราได้แบบภาพที่เราพอใจนะครับ อย่างเช่นตัวอย่างของเรานะครับ

21-repeat-until-you-happy

22. ต่อมาเราก็จะทำการเปลี่ยนสีฉากหลังนิดกน่อนนะครับ ในที่นี้ผมเลือกที่ Background Layer แล้วกดที่ New Adjustment Layer ไอคอนแล้วทำการเลือก Gradient Map ขั้นตอนนี้เพื่อนๆอาจจะเลือก Adjustment Layer แบบอื่นในการปรับแต่งก็ได้นะครับ

22-select-gradient-map

23. การการเลือก Gradient Map จาก ดำไปขาวเพื่อที่ทำให้เป็นภาพขาวดำครับ เสร็จแล้วกด OK

23-gradient-map

24. เราก็จะได้แนวนี้นะครับ

24-complete-gradient-map

25. เพื่อนๆอาจจะทำการเปลี่ยน Layer Mode และหรือ ทำการลดความเข้มของ Layer ลงก็ได้นะครับเพื่อให้ได้ผลที่แตกต่าง ในที่นี้ผมลองลดความเข้มลง (Opacity) ลงเหลือ 60% แต่ยังคง Mode Normal ไว้เหมือนเดิมนะครับ

25-try-to-adjust-it

26. ภาพที่ออกมาก็จะได้แนวนี้นะครับ เป็นไงบ้างครับ ไม่ยากเท่าไรนะครับเพียงแต่ขั้นตอนมันแยอะหน่อยนะครับ ลองทำดูนะครับแล้วจะติดใจครับ

26-after

ที่มา: http://www.photoshoppub.com/framed-photo-collage/#more-576

Sunday, March 14, 2010

แก้ window รุ่นต่างๆให้ใช้ภาษาไทย

วิธีแก้ window รุ่นต่างๆให้ใช้ภาษาไทยได้ (เทคนิคเล็กน้อยๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้)

Windows บางตัวที่ถูกปรับแต่งไฟล์ภาษา ก็จำเป็นต้องไปก็อปไฟล์ภาษาจากแผ่นติดตั้ง WinXP ปกติ ซึ่งมีอยู่สองตัวคือ
1. ไฟล์ kbduk.dll ที่อยู่ในโฟลเดอร์ i386 ของแผ่นติดตั้ง WinXP ปกติ ก็อปมาวางที่ WINDOWS\System32
2. ไฟล์ Intl.inf ที่อยู่ในโฟลเดอร์ i386 ของแผ่นติดตั้ง WinXP ปกติ ก็อปมาวางที่ WINDOWS\inf (โฟลเดอร์ inf นี้ปกติจะถูกซ่อนอยู่ ต้องไปกำหนดใน Folder Option ไม่ให้ซ่อนโฟลเดอร์ของระบบก่อน)

...ในการก็อปมาติดตั้งนั้นก็สั่งให้แทนไฟล์ตัวเก่าในเครื่องเลย จากนั้นค่อย Run
1.นำไฟล์ kbduk.dll ไปไว้ที่ windows\system32

2.นำไฟล์ Intl.inf ไปไว้ที่ windows\inf

3.ไปที่ Run ใส่

rundll32.exe setupapi,InstallHinfSection LANGUAGE_COLLECTION.COMPLEX.INSTALL 0000041e %WINDIR%\inf\intl.inf

กด ok

4.ไปเพิ่มภาษาที่ Regional and Language Options ตามปกติ

หลังจากนี้ค่อยทำการติดตั้งภาษาไทยและเลือกคีย์สลับภาษาได้ตามปกติ


โค๊ด:
http://sv5.gushare.com/file.php?file=b30ed01fa9b98baa435e9db8ac13f5f2
or
http://proit9.googlepages.com/kbduk_intl.rar
or
http://www.uphaha.com/download.php?file=14a169eeb4d33745315cb794e06da0db

ที่มา: http://www.pantip.com/tech/software/topic/SS2893036/SS2893036.html

Saturday, January 16, 2010

ต้องการออกใบแจ้งหนี้ด้วยเอ็กซ์เพรส

ถาม:
กิจการมีทั้งขายสินค้าและบริการ ปัจจุบันใช้ printing form ซึ่งเป็น เอกสารออกเป็นชุด
1. ขายสินค้าก็จะออก IV ทันที
2. กรณีบริการจะออกใบแจ้งหนี้ด้วย เอ็กซ์เซลส์ เพื่อวางบิล พอลูกค้าให้ไปรับเช็คก็จะออก IV เพื่อไปรับเช็ค

ตอบ:
ขั้นตอนในข้อ 2 ผิดนะครับ การออก Invoice ก็คือการทำใบแจ้งหนี้นั่นเอง กรณีเป็นการให้บริการ ตอนออก Invoice ต้องเป็นภาษีเกณฑ์เงินสด แล้วภาษีขายจะเกิดขึ้นตอนรับชำระหนี้ ดังนั้นให้นำ RE ใบรับเงิน หรือ ใบกำกับภาษี ไปแทนครับ

Link: http://www.esg.co.th/smf/index.php?topic=1881.0

Friday, January 15, 2010

ปัญหาภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าบริการ

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ปัญหาภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าบริการ

ขอนำประเด็นปัญหาภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร มาปุจฉา - วิสัชนา เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานทางด้านภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้
ปุจฉา บริษัท ก. จำกัด ประกอบกิจการให้บริการชิปปิ้ง จัดเก็บสินค้า และขนส่ง โดยมีรายได้ดังนี้ บริษัทฯ มีภาระภาษีต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

1. รายได้จากค่าบริการชิปปิ้งรวมทั้งค่าบริการขนส่ง โดยให้บริการด้านขนส่งสินค้าอย่างเดียว และจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งจากกรมการขนส่งทางบก และการให้บริการชิปปิ้ง โดยเป็นตัวแทนออกของแทนลูกค้า เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันในการให้บริการแก่ลูกค้า จึงมีการบริการขนส่งเกี่ยวเนื่องกับชิปปิ้งด้วย ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเป็นผู้ดำเนินการเองหรืออาจจ้างบริษัทอื่นดำเนินการแทน บริษัทฯ ได้แยกค่าขนส่งและค่าชิปปิ้งออกจากกัน แต่ได้นำเฉพาะค่าชิปปิ้งไปเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

2. ค่าบริการจัดเก็บสินค้าและค่าบริการขนส่งแบ่งเป็น

(1) การให้บริการขนส่งสินค้าให้ลูกค้า โดยไปรับของที่คลังสินค้าของลูกค้าและส่งของตามสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด

(2) การให้บริการจัดเก็บสินค้าของลูกค้าที่คลังสินค้าของบริษัทฯ เมื่อลูกค้าขายสินค้าได้ ลูกค้าจะแจ้งให้บริษัทฯ ส่งสินค้าตามที่อยู่ของใบส่งสินค้า บริษัทฯ ได้ทำสัญญาว่าจ้างการจัดเก็บสินค้าแยกต่าง หากจากสัญญาการขนส่ง ค่าบริการจัดเก็บสินค้าของบริษัทฯ เป็นจำนวนเงินน้อยกว่าค่าบริการขนส่งสินค้าประมาณ 5 เท่า ธุรกิจหลักของบริษัทฯ เป็นการประกอบกิจการการขนส่งมากกว่าการประกอบกิจการคลังสินค้า

วิสัชนา กรมสรรพากรได้มีแนววินิจฉัยตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0706/6946 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2549 ดังนี้

1. กรณีประกอบกิจการให้บริการขนส่งสินค้าแต่เพียงอย่างเดียว และการให้บริการขนสินค้าภายในบริเวณคลังสินค้าของลูกค้า โดยนำสินค้าจากคลังสินค้าของลูกค้าไปส่งตามสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด ถือเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 ตามข้อ 12/4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528

2. กรณีประกอบกิจการให้บริการชิปปิ้งโดยเป็นตัวแทนออกของแทนลูกค้า และมีการให้บริการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าด้วย ไม่ว่าจะแยกค่าขนส่งออกจากค่าบริการชิปปิ้งหรือไม่ก็ตามถือเป็นการให้บริการชิปปิ้งทั้งจำนวน บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการชิปปิ้งและค่าบริการขนส่งรวมกันตามข้อ 3/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528

3. กรณีประกอบกิจการให้บริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าของบริษัทฯ และบริการขนส่งสินค้าของลูกค้าที่อยู่ในคลังสินค้าตามสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด ไม่ว่าจะแยกค่าขนส่งออกจากค่าบริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นการให้บริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าทั้งจำนวน บริษัทฯ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของค่าบริการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าและค่าบริการขนส่งรวมกัน ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528

ปุจฉา กรณีบริษัทฯ จำกัด ประกอบกิจการเป็นตัวแทนจัดการรับขนถ่ายสินค้าและบริการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าภายในประเทศ โดยบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง ด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของลูกค้า โดยให้บริการเก็บสินค้าในคลังสินค้า (รับฝากสินค้า) พร้อมกับให้บริการขนส่งระหว่างโรงงานของลูกค้าและคลังสินค้าของบริษัทฯ และให้บริการขนส่งสินค้าจากโรงงานของลูกค้าไปยังผู้ซื้อโดยไม่ผ่านคลังสินค้าของบริษัทฯ ซึ่งเรียกว่า "การส่งตรง" การปฏิบัติทางภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายดังต่อไปนี้ของบริษัทฯ ถูกต้องหรือไม่

การให้บริการดังกล่าว โดยเฉลี่ยแล้วบริษัทฯ จะออกใบแจ้งหนี้ค่าบริการขนส่งเดือนละประมาณ 20 -25 ล้านบาท และค่าบริการคลังสินค้าเดือนละประมาณ 4 ล้านบาท บริษัทฯ ออกใบแจ้งหนี้ค่าบริการคลังสินค้าและค่าบริการขนส่งแยกต่างหากจากกัน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการคลังสินค้า โดยถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของรายได้ ส่วนค่าบริการขนส่งสินค้าในราชอาณาจักรซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ณ) แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ ไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1.0 ของรายได้

วิสัชนา กรณีบริษัทฯ สามารถแยกค่าขนส่งสินค้าที่กระทำเป็นปกติธุระ และราคาค่าบริการเก็บรักษาสินค้าออกจากกันได้ การให้บริการขนส่งดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ณ) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนการให้บริการเก็บรักษาสินค้า เข้าลักษณะเป็นการให้บริการ บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าบริการดังกล่าวตามมาตรา 77/1(10) มาตรา 77/2 และมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของบริษัทฯ จึงถูกต้องแล้ว

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ



copyright © NKT NEWS CO.,LTD.All Right Reserved.
Contact us :ktwebeditor@nationgroup.com

Link: http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/10/news_27810121.php?news_id=27810121